โรงเรียนวัดมณีโชติ (เทียมประชานุเคราะห์)
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ โรงเรียนวัดมณีโชติ(เทียมประชานุเคราะห์)
วันที่ 27 มกราคม 2022 4:22 AM
โรงเรียนวัดมณีโชติ (เทียมประชานุเคราะห์)
โรงเรียนวัดมณีโชติ(เทียมประชานุเคราะห์)
หน้าหลัก » นานาสาระ » พ่อของฉันรู้สึกสิ้นหวังกับชีวิตของเขา

พ่อของฉันรู้สึกสิ้นหวังกับชีวิตของเขา

อัพเดทวันที่ 4 ธันวาคม 2020

พ่อของฉันรู้สึกสิ้นหวังกับชีวิตของเขา

พ่อของฉันรู้สึกสิ้นหวังกับชีวิตของเขา

พ่อของฉันรู้สึกสิ้นหวังกับชีวิตของเขา ในชีวิตของคนเรานั้นความจริงแล้วเราต่างมีเป้าหมายในชีวิตที่แตกต่างกันออกไป ไม่จำเป็นว่าทำอย่างนั้นแล้วจะถือว่าประสบความสำเร็จ ไม่จำเป็นว่าเราต้องฟังและเอามาใส่ใจว่าคนอื่นพูดว่าใช้ชีวิตแบบไหนที่เรียกว่าประสบความสำเร็จเพราะเราไม่รู้เลยว่าการที่เขามีความสุขนั้นจะได้จากอะไรในชีวิต

พูดง่ายๆคือ คำว่าประสบความสำเร็จสำหรับคนแต่ละคนนั้นก็แตกต่างกันออกไป พวกเราไม่ได้มีนิยามความสุขเหมือนกันเสียหมด ลองคิดดูเล่นๆว่าทุกคนตีค่าความสุขเป็นสิ่งเดียวกันหมดคงเป็นเรื่องที่แย่มากเช่นกัน เพราะทุกคนก็จะต้องแข่งขันและพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะได้ครอบครองสิ่งเดียวกัน

เช่น หากเราทุกคนมองว่าเงินคือความสุข ทุกคนก็จะแย่งกันหาเงินให้ได้มากที่สุดจึงเรียกว่ามี ความสุขจากการประสบความสำเร็จแล้ว แบบนั้นการใช้ชีวิตในสังคมคงเป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดอย่างแน่นอน หรือบางคนบอกว่าชื่อเสียงและความโด่งดัง

การได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางนั้นเป็นความสูงสุดในชีวิตแล้วไม่ได้มีเงินมากมายแต่ไปไหนมาไหนใครๆก็ยกย่องต่างหากที่เรียกว่ามีความสุขอย่างแท้จริง แบบนั้นทุกคนคงได้รู้จักกันทั้งโลกแน่ แค่คิดว่าโลกของเราจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นแบบนั้นแล้วความวุ่นวายก็ตามมาเยอะแยะเลย แต่ไม่ใช่ว่าความคิดในอุดมคตินี้จะเป็นเรื่องที่ถูกต้องไปเสียหมดหรอก คำพูดที่ว่าเงินไม่ได้ทำให้มีความสุข

ฉันว่าไม่จริงหรอก มันสามารถทำให้เรามีความสุขได้ถ้าเรามีความสุขกับมัน ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามหากเรามีแล้วไม่มีความสุขมันก็ไม่ได้เรียกว่าประสบความสำเร็จหรอก การใช้ชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่คนเรายืดหยุ่นได้ตลอดเวลา เป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือนิยามต่างๆไปมาก

มันแล้วแต่ช่วงเวลาด้วยว่าช่วงนั้นเราจะมีทัศนคติอย่างไรกับชีวิตของเราเอง เอาเป็นว่าสิ่งที่สมควรทำให้ดีที่สุดคือมีความสุขกับตัวเองและคนที่เรารักในทุกวัน ทำทุกวันให้มีค่าและสุขสมหวังทุกวัน ไม่ต้องยึดติดกับสิ่งใดๆก็ตามให้มากเกินไปนัก มันจะทำให้เรามีแต่ความทุกข์แทน ส่วนเป้าหมายในชีวิตหากเราตั้งใจจะทำอะไรแล้วก็ขอให้ใส่กับมันให้เต็มที่

ชีวิตของคนเรามีอยู่ชีวิตเดียวขอให้เต็มที่กับมันก็พอ เพราะคำว่าเสียใจทีหลังจะได้ไม่เกิดขึ้นกับเรา เหมือนคำกล่าวที่ว่าเสียใจที่ทำไม่ได้ ก็ยังดีกว่าเสียดายที่ไม่ได้ทำนะ เรื่องราวของบุคคลหนึ่งที่ฉันอยากจะเล่าถึงก็คือพ่อของฉันเอง ตอนนี้เขาอายุได้ 65 ปีแล้วแต่ร่างกายท่านยังดูอ่อนวัยกว่าอายุจริงมาก แต่อย่างไรท่านก็มีโรคประจำตัวเป็นโรคหัวใจและโรคไต

ในอดีตท่านนั้นเป็นผู้ชายที่มีเป้าหมายในชีวิตของตนเองค่อนข้างสูง ท่านยอมทำงานเหนื่อยและหนักเพื่อเร่งเก็บเงินสร้างบ้านด้วยตนเอง ในวัย 25 ปี ซึ่งตอนนั้นเขาก็ได้แต่งงานกับแม่ของฉันแล้วมีพี่สาวของฉันด้วย ตอนนั้นครอบครัวเราสุขสรรค์มากทีเดียว แม่นั้นเป็นแม่บ้านที่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาก พ่อเองก็มีความสุขเช่นเดียวกัน พวกเขาเปิดร้านขายของเล็กๆในหมู่บ้าน

แต่เมื่อเวลาผ่านไปและตอนนั้นบ้านเมืองต่างต้องพบเจอกับภาวะเศรษฐกิจทำให้กิจการของพ่อต้องปิดตัวไป และทำให้ฐานะทางบ้านของเรากลายเป็นลำบากมาก พ่อทั้งเครียดแล้วก็เสียใจเป็นอย่างมาก พ่อรู้สึกเหมือนเป็นคนที่ล้มเหลวในชีวิต ภาพความฝันของเขามันพังทลายไม่เป็นท่า จากนั้นเขาก็รู้สึกท้อแท้กับชีวิตเป็นอย่างมาก

พ่อเริ่มติดเหล้าหนักมาก เวลาเมาพ่อมักจะทำร้ายร่างกายของแม่และพูดจาหยาบคายกับคนรอบข้างทั้งหมด พ่อไปกินเหล้ากับเพื่อนไม่เว้นแต่ละวันเมื่อแม่หมดความอดทนและคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ลำบากแล้วทำให้เธอตัดสินใจรีบพาพี่สาวของฉันหลบหนีพ่อไปอยู่บ้านญาติ ตอนนั้นพี่สาวของฉันเสียใจมาก และมีภาพของคนเมาในหัว

เธอรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออกจากภาวะความเครียดดังกล่าวและเธอยังตั้งใจเอาไว้อีกว่าชาตินี้คงไม่ขอมีสามีที่ติดเหล้าแล้วอาละวาดแบบพ่อเป็นแน่แท้ เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าเป็นเวลากว่า 17 ปี ฉันก็ได้เกิดขึ้นมา พ่อแม่ไม่ได้ตั้งใจจะมีฉันหรอกเพราะเงินก็เป็นเรื่องที่หายากมากๆ แต่เมื่อท้องแล้วแม่ก็จำเป็นต้องเลี้ยงฉันขึ้นมา ตอนนั้นแม่ก็อายุได้ 35 ปีแล้ว

แน่นอนว่าการเลี้ยงเด็กอ่อนนั้นต้องใช้ค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก พ่อจึงตัดสินใจไปทำงานที่ต่างประเทศอีกครั้งหนึ่งเพื่อหวังเก็บเงินก้อนมาให้กับฉัน ทั้งที่ตัวเองนั้นก็กำลังป่วยหนัก แต่พ่อรู้ดีว่าหากทำงานที่ไทยต้องลำบากกันไปตลอดแน่นอนและไม่มีทางมีเงินพอในการส่งเสียลูกๆให้มีอนาคตที่ดีอย่างแน่นอน การที่คนเรายอมทำแบบนั้นก็เพราะความรักที่แสนยิ่งใหญ่นั่นเอง

ตอนเป็นเด็กฉันเป็นเด็กที่มีอารมณ์ก้าวร้าว ขี้โมโหและทำลายข้าวของอยู่บ่อยๆ ฉันมักคิดว่าพ่อแม่ไม่รักฉันแม้แต่นิดเดียวและคิดว่าพวกเขาเกลียดที่ฉันเกิดมา มีสิ่งเดียวที่จะทำให้พ่อแม่ภูมิใจได้ก็คือเรื่องเรียนของฉัน ฉันเรียนเก่งมากและได้รับทุนการศึกษาอยู่ตลอด แต่เมื่อก่อนที่ฉันจะเข้ามหาวิทยาลัยเราก็ไม่มีเงินส่งเสียฉันอีกต่อไป

ตอนนั้นฉันเองก็ไม่ได้วางแผนเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นเลย ทำให้ฉันรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่ได้ส่งเสริมฉัน แต่เมื่อย้อนกลับไปคิดว่าพ่อแม่ยอมทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อฉัน แต่ฉันกลับไม่เคยพอใจมันเป็นสิ่งที่เลวร้ายสักแค่ไหน มันเหมือนฉันคิดว่ามันเป็นสิ่งที่เขาต้องทำให้ฉันอยู่แล้วโดยฉันไม่ต้องร้องขออีก ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่

ช่วงหลังมานี้แม่ก็แก่ลงมาก แต่เธอก็ยังออกไปรับงานข้างนอกเพื่อหาเลี้ยงพวกเราทุกคน ตอนนี้ฉันก็อายุได้ 20 ปีแล้ว ตอนนี้ฉันทำงานเป็นนักเขียนอิสระเพื่อหวังเลี้ยงดูพ่อแม่ต่อไป แต่ฉันก็ต้องหัวใจสลายเมื่อเห็นว่าพ่อกำลังกลับไปติดเหล้าอีกครั้งเพราะเขาเสียใจที่ชีวิตของเขาไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลยแม้แต่น้อย

ไม่ได้มีลูกที่เรียนมหาวิทยาลัยตามที่เขาหวังแม้ลูกจะเต็มที่ให้กับการเรียนมากแค่ไหนก็ตามที ฉันรู้สึกเสียใจมากๆที่เกิดเรื่องแบบนี้กับฉัน หลายครั้งที่ฉันคิดว่าฉันไม่อยากไปเรียนที่วิทยาลัยแล้วเพราะมันเป็นการสิ้นเปลืองเงิน แต่ฉันก็เปลี่ยนความคิดและคิดว่าฉันควรนำใบปริญญามาให้พ่อแม่ได้ภาคภูมิใจสักครั้ง

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook

นานาสาระ ล่าสุด
Banner 1
Banner 2
Banner 3
Banner 4